Skip to main content

ยาเคโม Vs ยามะเร็งมุ่งเป้า 🎯

 เรื่องจริงของยามะเร็งมุ่งเป้า
✅อาการข้างเคียงน้อย
❌ใช้ได้กับคนไข้มะเร็งทุกคน
❌ใช้ได้กับทุกชนิดมะเร็ง
❌มะเร็งชนิดเดียวกันต้องได้ยามุ่งเป้าเหมือนกัน


"ยามุ่งเป้า" (Targeted Therapy)🎯 ที่ถือเป็นความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง แต่รู้ไหมว่ายามุ่งเป้าไม่ใช่ยาวิเศษที่ใช้ได้กับมะเร็งทุกชนิด หรือแม้แต่มะเร็งชนิดเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ได้กับทุกคน!
วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันให้ลึกขึ้นค่ะ

==============
เคมีบำบัด 💉vs ยามุ่งเป้า 🎯 : ต่างกันอย่างไร?

ก่อนอื่น มาเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ ระหว่างยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) กับยามุ่งเป้ากันก่อน:

💉ยาเคมีบำบัด: เปรียบเสมือนการทิ้งระเบิด 💥 ฆ่าทุกเซลล์ที่แบ่งตัวเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเซลล์มะเร็งหรือเซลล์ปกติในร่างกาย เช่น เซลล์เม็ดเลือด เซลล์รากผม ทำให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่าง

🎯ยามุ่งเป้า: เปรียบเสมือนสไนเปอร์ 🎯 ที่จะเล็งเป้าหมายเฉพาะเจาะจงที่เซลล์มะเร็งที่มี "เป้า" ให้ยาสามารถเข้าไปโจมตีได้ ทำให้มีผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติน้อยกว่า

==============
🎯🎯"เป้า" ที่ว่าคืออะไร?🎯🎯

เป้าหมายของยามุ่งเป้าส่วนใหญ่คือ โปรตีนหรือเอนไซม์ที่ผิดปกติ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโต การแบ่งตัว หรือการอยู่รอดของเซลล์มะเร็ง โปรตีนเหล่านี้มักเป็นตัวรับสัญญาณ หรือเอนไซม์

นี่คือเหตุผลว่าทำไมยามุ่งเป้าถึงไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนในมะเร็งชนิดเดียวกันได้! ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการตรวจหา "เป้า" ที่จำเพาะเจาะจงก่อนเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่ายาจะออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

==============
☝️☝️แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามี "เป้า" หรือไม่?☝️☝️

การตรวจหาเป้าหมายทำได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งและเป้าหมายที่ต้องการตรวจ เช่น:
✅การตรวจทางพยาธิวิทยา (Pathology): ตรวจจากชิ้นเนื้อเพื่อดูการแสดงออกของโปรตีนบางชนิด
✅การตรวจทางพันธุกรรม (Genetic Testing/Molecular Testing): ตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีน หรือโปรตีนผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งจากเลือดหรือชิ้นเนื้อ เช่น PCR, FISH, NGS (Next-Generation Sequencing)

การตรวจหาเป้าหมายเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจเลือกการรักษาด้วยยามุ่งเป้า เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดจากการรักษา และลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงที่ไม่จำเป็น
#ยามุ่งเป้า #TargetedTherapy #รักษามะเร็ง #ยาไทย #Imatinib #TyrosineKinase #BCRABL #CKIT #มะเร็งเม็ดเลือดขาว #มะเร็งGIST #มะเร็งผิวหนัง #การตรวจวินิจฉัย #TonyHunter #รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล #NoCancerTH

Comments

Popular posts from this blog

💊 โรงงานยามะเร็งไร้ขอบเขต 🏯✨

 💊 โรงงานยาไร้ขอบเขต 🏯✨  เภสัชก็ต้องเรียนออกแบบผัง… แต่ใช้ AutoCAD ไม่เป็นเหมือนกัน 555  การออกแบบผังโรงงานยาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โรงงานยาปกติก็ต้องวาง flow ให้ซับซ้อนเพื่อจัด โซนความสะอาด (cleanroom grade) ให้ถูกต้องอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็น ยาเคมีบำบัด (chemotherapy drugs) ความยากก็เพิ่มขึ้น เพราะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยผู้ทำงาน (worker safety) และการป้องกันสารอันตรายไม่ให้เล็ดลอด และถ้ายาเป็น ชีววัตถุ (biologics) อีกที? ต้องคิดเรื่อง ความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosafety) เข้าไปอีกชั้น ซับซ้อนจนเหมือนเดินอยู่ใน Infinity Castle — เข้าได้แต่หาทางออกไม่เจอ 😅 💡 ตอนเรียนปีนั้น แอดก็เคยต้องทำผังโรงงานยา เพื่อนบางคนได้โรงงานยาธรรมดา เช่น ยาพารา → ชิล ๆ 😌 แต่กลุ่มแอดดันได้โรงงานผลิต ยาเคมีบำบัด เพื่อนส่ายหัวกับหนังสือกองเต็มโต๊ะ 📚 มีเพื่อนสนิทได้ โรงงานผลิต วัคซีน → เจอทั้งแบบแปลน (design) + กฎหมายข้อบังคับ (regulations) เยอะมาก จำได้ว่าโรงงานที่เพื่อนวาด ถูกทุกกฎ จนอาจารย์คอมเมนต์แค่ว่า “เข้าได้ แต่เหมือนเขาวงกต ออกไม่ได้” 🤣 🚪 พอไปฝึกงานจริงที่โรงงานผ...

โรมิโอจูจุ๊บลูเลียต💋 เกี่ยวอะไรกับมะเร็ง

โรมิโอจูจุ๊บลูเลียต  💋  เกี่ยวอะไรกับมะเร็ง   ปกวารสาร Cancer Cell ฉบับนี้ นึกว่านิยายรักกกกก มันคือฉากอมตะที่ระเบียง ซึ่งโรมิโอกับจูเลียตจูบกันนนนน หวานตัดขา ตู้วหูวววว . แต่ๆ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับวารสารงานวิจัยมะเร็งอ่ะแก ปกนี้เลือกมาเพื่อจะสื่อถึงงานวิจัยชิ้นนึงในฉบับนี้ ชื่อ " Gene context drift identifies drug targets to mitigate cancer treatment resistance " มันว่าด้วยเรื่องบริบทของยีนที่เป็นตัวบอกทุกสิ่ง คืองานงานวิจัยตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เรามักจะดูยีนแค่ยีนเดียว แต่พักหลังงานเริ่มเปลี่ยนมาดูหลายๆยีนพร้อมกัน ซึ่งก็เหมือนบริบทโดยรวม ( gene context ) งานวิจัยนี้ก็เป็นเรื่องบริบทของชาวแก๊งค์ยีนนี่แหละที่มาเกี่ยวข้องกับการดื้อยาของมะเร็ง Gene'll never work(walk) alone! ซึ่งเค้าเลือกรูปฉากระเบียงนี้มาเพราะเป็นฉากอมตะ คือถ้าเปรียบเทียบกับนิยายไทย อาจจะแบบโกโบริกับอังศุมาลิน รักท่ามกลางสงครามไรงี้ 5555 หรือไรอีก ฉากใต้ถุน แม่นาคยื่นมือเก็บมะนาว คือเห็นแบบนึกออกเลยว่างั้น #NoCancer

R.I.P. ศ.ดร.เดวิด บัลติมอร์ ผู้ค้นพบเอนไซม์ Reverse Transcriptase

  R.I.P. ศ.ดร.เดวิด บัลติมอร์ เจ้าของรางวัลโนเบล 1975 จากการค้นพบเอนไซม์ Reverse Transcriptase (RT) ในปี 1970 ตอนอายุแค่ 37 ปี . เอนไซม์นี้ถูกบรรจุลงหนังสือเรียน ม.ปลาย ไป จนเราละเลยเรื่องการค้นพบเปลี่ยนโลกครั้งนี้ไปเลย . การค้นพบครั้งนี้ทำให้เป็นที่มาของการเข้าใจโรคสำคัญๆอย่าง HIV , มะเร็ง และเป็นที่มาของยาด้วย . ณ ตอนนั้น เรารู้จัก Central dogma คือ จาก DNA -> RNA -> Protein แต่ RT คือสิ่งสวนทางช่วยให้จาก RNA -> DNA เรียกว่าคว่ำกระดานเก่าเลย . การทดลองตอนนั้นคือ เค้ารู้กันแล้วว่าไวรัสมันฝังตัวเข้าไปบนพันธุกรรม(DNA) ของโฮสได้  แต่ยังไม่รู้ว่าที่ทำได้นี่ ทำเข้าอีท่าไหน การพิสูจน์ก็เลยมาเจอเอมไซม์ตัวนี้ . เรื่องโรค HIV คือโรคของไวรัสก็พอเข้าใจได้ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับมะเร็ง? . ถัดจากที่ Prof. บัลติมอร์ เจอเอนไซม์ตัวนี้ ก็เป็นยุครุ่งเรืองของยีนส์ก่อมะเร็งที่อยู่ในไวรัส ( viral oncogene ) คือไวรัสมันก่อมะเร็งได้ เช่น myc , src   โดยเอายีนส์พวกนี้มาปักใส่คนว่างั้น ปักปุ๊บฝังเข้าพันธุกรรมคนปั๊บ เป็นมะเร็งขึ้นมา . เพิ่งเข้าร่วมสัมนาที่ Prof. มาเป็น keynote เมื่อต้นปี ม...