Skip to main content

Vibe Coding: เมื่อทุกสรรพสิ่งของ coding ถูกโยนให้ AI ทำ

 Vibe Coding: เมื่อทุกสรรพสิ่งของ coding ถูกโยนให้ AI ทำ


 เมื่อวานฟัง Sunday AI Webinar
เป็น talk ที่รวมมหาเทพเลย
ทั้งคุณต้นสน(สายเศรษฐศาสตร์) จารย์อ๋า(สายแพทย์) พี่ทอย(สายเป็ด แต่เทพทุกสิ่ง) และโฮสโดยคุณโชค (เทพ digital media)
 

 ประเด็นมีเยอะมากๆ ฟังยาวๆไม่มีเบื่อเลยครัช ตามไปดูได้ที่นี่เลย 
 
อันนึงที่ติดใจอยากเขียนวันนี้คือ Vibe coding
ซึ่งมันคือการที่เราไปบอกให้ AI เขียนโค้ดให้
แก้ error ให้โดยแบบก็อบ error โยนไปทั้งยวงเลย
จารย์อ๋าบอกว่าแรกๆก็ดี เริ่มไว ไปไวเลย
แต่ทีหลัง depress แทน 55555
เพราะติด bug แล้ววนลูป
วนมันอยู่อย่างนั้นแหละแก้ไม่ได้
แล้วคือจริง!!!!
 
 ส่วนตัวไม่ใช่สาย coder เลย
มามั่วๆเอาเอง จบเภสัชมา ><
เขียนโค้ดอันแรกคือ html กากๆ ตอน ม.4
ทำเว็บ NO CANCER 🤣 
 
ถ้าใครถามว่าจะเรียน coding ยังไง
ก็มีหลายคำตอบจะจัดเต็มตั้งแต่พื้นฐาน
จะเอาแบบเฉพาะสายงาน หรือ vibe coding ก็ได้
 
แต่ 2 แบบหลังคือรู้สึกว่าเป็นการไปข้างหน้าแบบงูๆปลาๆ
นอกเหนือจาก routine work คืออาจจะพลิกแพลงไม่ได้หล่ะ
ติด bug แล้วตายไปปปปป ทรงนั้นเลย
 
แต่ถ้าเอาแบบพื้นฐาน ข้อดีคือแน่นๆพลิกแพลงได้
แต่ก็นั้นแหละใช้เวลามากในช่วงเริ่มต้น
เคยลองแบบ 2 มาแล้ว
ผลคือได้ก็คือพังแล้วพังอีก
 
เลยมาเริ่มพื้นฐานใหม่แบบยกเครื่องเลย
ซึ่งดีเลยนะ
กลายเป็นว่า
✅ Coding คือกระบวนการคิดเป็นลำดับขั้น
✅ ภาษาต่างๆก็คือ syntax ถ้ากระบวนการดี แค่เปลี่ยนภาษาเช่น R ไป Unix/Python ก็ยังรอด
✅ และ Skill ที่เปรี้ยวสุด ที่เพิ่มพูนตามประสบการณ์ของ Coder คือ การแก้ bug (bug ยิ่งเยอะ ยิ่งมากประสบการณ์ 555+)
 
เพราะความพังท่วมหัวเอาตัวไม่รอด
คือ bug ที่แก้ไม่ออกนี่แหละ
 
ใครสนใจตั้งแต่พื้นฐานแนะนำ
คอร์ส CS50 ของ Prof. David Malan
วิชา Com Sci ของ Harvard (เรียนฟรี จะไม่ได้ใบ cer)
เดี๋ยวเขียนเรื่องนี้โพสต์ต่อไป >< ยาวววว
 
เราเรียน CS50x ก่อน ChatGPT เกิดนิดหน่อย
ตอนนั้นก็นอยด์ๆนะ
แหม่...คนอื่นใช้ Vibe code เอาก็ได้ 
 
แต่ตอนนี้รู้สึกโชคดีมาก
ตอนเรียน CS50x เรียนไป เขียน code ไม่ได้ก็เดินไปลูบหมาที่บ้าน
ลูบๆไป คิดออก ก็วิ่งกลับมาเขียนต่อ
ลูบจนหมาจะขนร่วงหมดละ 555
ขอบคุณลมมี่แมวยักษ์ประจำเรือนไว้ ณ ที่นี้

Comments

Popular posts from this blog

💊 โรงงานยามะเร็งไร้ขอบเขต 🏯✨

 💊 โรงงานยาไร้ขอบเขต 🏯✨  เภสัชก็ต้องเรียนออกแบบผัง… แต่ใช้ AutoCAD ไม่เป็นเหมือนกัน 555  การออกแบบผังโรงงานยาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โรงงานยาปกติก็ต้องวาง flow ให้ซับซ้อนเพื่อจัด โซนความสะอาด (cleanroom grade) ให้ถูกต้องอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็น ยาเคมีบำบัด (chemotherapy drugs) ความยากก็เพิ่มขึ้น เพราะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยผู้ทำงาน (worker safety) และการป้องกันสารอันตรายไม่ให้เล็ดลอด และถ้ายาเป็น ชีววัตถุ (biologics) อีกที? ต้องคิดเรื่อง ความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosafety) เข้าไปอีกชั้น ซับซ้อนจนเหมือนเดินอยู่ใน Infinity Castle — เข้าได้แต่หาทางออกไม่เจอ 😅 💡 ตอนเรียนปีนั้น แอดก็เคยต้องทำผังโรงงานยา เพื่อนบางคนได้โรงงานยาธรรมดา เช่น ยาพารา → ชิล ๆ 😌 แต่กลุ่มแอดดันได้โรงงานผลิต ยาเคมีบำบัด เพื่อนส่ายหัวกับหนังสือกองเต็มโต๊ะ 📚 มีเพื่อนสนิทได้ โรงงานผลิต วัคซีน → เจอทั้งแบบแปลน (design) + กฎหมายข้อบังคับ (regulations) เยอะมาก จำได้ว่าโรงงานที่เพื่อนวาด ถูกทุกกฎ จนอาจารย์คอมเมนต์แค่ว่า “เข้าได้ แต่เหมือนเขาวงกต ออกไม่ได้” 🤣 🚪 พอไปฝึกงานจริงที่โรงงานผ...

โรมิโอจูจุ๊บลูเลียต💋 เกี่ยวอะไรกับมะเร็ง

โรมิโอจูจุ๊บลูเลียต  💋  เกี่ยวอะไรกับมะเร็ง   ปกวารสาร Cancer Cell ฉบับนี้ นึกว่านิยายรักกกกก มันคือฉากอมตะที่ระเบียง ซึ่งโรมิโอกับจูเลียตจูบกันนนนน หวานตัดขา ตู้วหูวววว . แต่ๆ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับวารสารงานวิจัยมะเร็งอ่ะแก ปกนี้เลือกมาเพื่อจะสื่อถึงงานวิจัยชิ้นนึงในฉบับนี้ ชื่อ " Gene context drift identifies drug targets to mitigate cancer treatment resistance " มันว่าด้วยเรื่องบริบทของยีนที่เป็นตัวบอกทุกสิ่ง คืองานงานวิจัยตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เรามักจะดูยีนแค่ยีนเดียว แต่พักหลังงานเริ่มเปลี่ยนมาดูหลายๆยีนพร้อมกัน ซึ่งก็เหมือนบริบทโดยรวม ( gene context ) งานวิจัยนี้ก็เป็นเรื่องบริบทของชาวแก๊งค์ยีนนี่แหละที่มาเกี่ยวข้องกับการดื้อยาของมะเร็ง Gene'll never work(walk) alone! ซึ่งเค้าเลือกรูปฉากระเบียงนี้มาเพราะเป็นฉากอมตะ คือถ้าเปรียบเทียบกับนิยายไทย อาจจะแบบโกโบริกับอังศุมาลิน รักท่ามกลางสงครามไรงี้ 5555 หรือไรอีก ฉากใต้ถุน แม่นาคยื่นมือเก็บมะนาว คือเห็นแบบนึกออกเลยว่างั้น #NoCancer

R.I.P. ศ.ดร.เดวิด บัลติมอร์ ผู้ค้นพบเอนไซม์ Reverse Transcriptase

  R.I.P. ศ.ดร.เดวิด บัลติมอร์ เจ้าของรางวัลโนเบล 1975 จากการค้นพบเอนไซม์ Reverse Transcriptase (RT) ในปี 1970 ตอนอายุแค่ 37 ปี . เอนไซม์นี้ถูกบรรจุลงหนังสือเรียน ม.ปลาย ไป จนเราละเลยเรื่องการค้นพบเปลี่ยนโลกครั้งนี้ไปเลย . การค้นพบครั้งนี้ทำให้เป็นที่มาของการเข้าใจโรคสำคัญๆอย่าง HIV , มะเร็ง และเป็นที่มาของยาด้วย . ณ ตอนนั้น เรารู้จัก Central dogma คือ จาก DNA -> RNA -> Protein แต่ RT คือสิ่งสวนทางช่วยให้จาก RNA -> DNA เรียกว่าคว่ำกระดานเก่าเลย . การทดลองตอนนั้นคือ เค้ารู้กันแล้วว่าไวรัสมันฝังตัวเข้าไปบนพันธุกรรม(DNA) ของโฮสได้  แต่ยังไม่รู้ว่าที่ทำได้นี่ ทำเข้าอีท่าไหน การพิสูจน์ก็เลยมาเจอเอมไซม์ตัวนี้ . เรื่องโรค HIV คือโรคของไวรัสก็พอเข้าใจได้ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับมะเร็ง? . ถัดจากที่ Prof. บัลติมอร์ เจอเอนไซม์ตัวนี้ ก็เป็นยุครุ่งเรืองของยีนส์ก่อมะเร็งที่อยู่ในไวรัส ( viral oncogene ) คือไวรัสมันก่อมะเร็งได้ เช่น myc , src   โดยเอายีนส์พวกนี้มาปักใส่คนว่างั้น ปักปุ๊บฝังเข้าพันธุกรรมคนปั๊บ เป็นมะเร็งขึ้นมา . เพิ่งเข้าร่วมสัมนาที่ Prof. มาเป็น keynote เมื่อต้นปี ม...