Skip to main content

ร่างทรงวงการวิทยาศาสตร์ ประทับร่างเนียนกรุบกริบ งานวิจัยออกรัวๆ


ร่างทรงในชนเผ่านักวิทยาศาสตร์/นักวิจัย
ไม่ได้บอกหวยเป็นตัวๆ แต่บอกกันเป็นปึกๆ ของงานวิจัย
. 
ร่างทรงจาก เกม ROV ที่เป็นข่าวฉาวเมื่อไม่กี่วันก่อน
โดยมีการเชื่อมต่อให้คนอื่นเข้ามาเล่นเเทนตัวเอง
เรื่องนี้ทำให้แอดนึกถึง ฮิคารุ เซียนโกะขึ้นมาทันทีเลย
ซึ่งฮิคารุเป็นนักเล่นโกะที่เก่งมาก แต่ความเก่งมากนั้นมาจากพรายกระซิบล้วนๆ
ทั้งสไตล์การเล่นแบบโบราณและความเก่งชั่วข้ามคืน 
ทำให้ฮิคารุถูกตั้งคำถามมาโดยตลอด
.
เทคโนโลยีนำพาให้เรื่องนี้เกิดขึ้นในโลกความจริง
กับกีฬาที่มีม้าทรงได้อย่างอีสปอร์ต
.
ในวงการวิทยาศาสตร์เรื่องการทรง 
หรือจะเรียกว่าการโกงงานวิจัยแบบตีเนียนก็มีเหมือนกัน
แถมมีชื่อเรียกด้วยนะ
.
เทพผู้มาทรง = Ghost author 
= นักเขียนผี / นักเขียนเงา
= นักวิจัยที่ทำงานจริงแต่ไม่มีชื่อปรากฏเป็นผู้ทำงาน
.
ความสุดของร่างทรงในวงการวิจัย
หลายๆคนน่าจะได้ยินผ่านหูบ้างแหละ
นั่นคือการซื้อขายงานวิจัย
.
คือคนขาย เขียนเกือบตาย ไม่มีชื่อ
คนซื้อ จ่ายตังค์จบ ใส่ชื่อตัวเองรัวๆ
.
การมีชื่อในงานตีพิมพ์วิชาการมีผลต่อหลายอย่าง
ทั้งชื่อเสียงในวงการและการขอตำแหน่งวิชาการ ผศ. รศ. ศ.
.
คิดง่ายๆเลยว่าคนที่ ได้ ผศ. รศ. ศ. มาประดับหน้าชื่อ
แต่ตัวเองไม่ได้ทำงานเลย ซื้อเค้ามาทั้งนั้น
.
นี่เป็นเรื่องใหญ่ในวงการวิชาการ
ที่ก่อนหน้านี้เป็นข่าวดัง มหาวิทยาลัยต้องออกมาชี้แจง
เจ้าตัวที่ทำผิดต้องลาออก
 . 
ในวงการวิจัยคนที่ทำวิจัยจริงผ่านเกณฑ์ (เกณฑ์สากล  ชื่อ ICMJE) ของการเป็นผู้เขียน/ผู้ประพันธ์งานวิจัยควรจะได้ชื่อในผลงานวิจัยนั้นด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง เช่น
1. ความโปร่งใส: ต้องรู้ว่าใครมีอิทธิพลต่อเนื้อหา เช่น ถ้าบทความเข้าข้างบริษัทยามากๆ โดยไม่รู้ว่าใครคือคนเขียนจริง อันนี้ก็เดาไม่ออกว่าเค้ามีเหตุจริงๆ หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน
2. Conflict of interest ถูกซ่อน โดยเฉพาะเรื่องการรักษา/ยา
3. ผิดจริยธรรมผู้เขียน
.
ร่างทรงในวงการวิทยาศาสตร์/วิชาการ
ยังมีอีกหลายกรณี ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้น ตัวนักวิจัยเองก็ต้องระวัง
บางครั้งไม่ได้เกิดจากความตั้งใจเลย
.
แอดเองทำงานสายวิเคราะห์ข้อมูล (bioinformatics)
ก็ต้องระวังเรื่องนี้มากๆ 
บ่อยครั้งมีคนให้ช่วยงาน โดยการว่าจ้าง
แอดจะต้องทำหน้าที่เป็นแค่คนรันโค้ด
ถ้าเมื่อไหร่ที่แอดเข้าไปช่วยวางแผนงาน วิเคราะห์งานในลักษณะที่ตีความ หรือคิดอะไรให้เหมาะแก่บริบทการวิจัยนั้นๆ แอดจะข้องเกี่ยวกับการเป็นผู้ประพันธ์งานวิจัยทันที 
#ROV #Esports #อีสปอร์ต #SEAgames #SEAgames2025
 

 

Comments

Popular posts from this blog

💊 โรงงานยามะเร็งไร้ขอบเขต 🏯✨

 💊 โรงงานยาไร้ขอบเขต 🏯✨  เภสัชก็ต้องเรียนออกแบบผัง… แต่ใช้ AutoCAD ไม่เป็นเหมือนกัน 555  การออกแบบผังโรงงานยาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โรงงานยาปกติก็ต้องวาง flow ให้ซับซ้อนเพื่อจัด โซนความสะอาด (cleanroom grade) ให้ถูกต้องอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็น ยาเคมีบำบัด (chemotherapy drugs) ความยากก็เพิ่มขึ้น เพราะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยผู้ทำงาน (worker safety) และการป้องกันสารอันตรายไม่ให้เล็ดลอด และถ้ายาเป็น ชีววัตถุ (biologics) อีกที? ต้องคิดเรื่อง ความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosafety) เข้าไปอีกชั้น ซับซ้อนจนเหมือนเดินอยู่ใน Infinity Castle — เข้าได้แต่หาทางออกไม่เจอ 😅 💡 ตอนเรียนปีนั้น แอดก็เคยต้องทำผังโรงงานยา เพื่อนบางคนได้โรงงานยาธรรมดา เช่น ยาพารา → ชิล ๆ 😌 แต่กลุ่มแอดดันได้โรงงานผลิต ยาเคมีบำบัด เพื่อนส่ายหัวกับหนังสือกองเต็มโต๊ะ 📚 มีเพื่อนสนิทได้ โรงงานผลิต วัคซีน → เจอทั้งแบบแปลน (design) + กฎหมายข้อบังคับ (regulations) เยอะมาก จำได้ว่าโรงงานที่เพื่อนวาด ถูกทุกกฎ จนอาจารย์คอมเมนต์แค่ว่า “เข้าได้ แต่เหมือนเขาวงกต ออกไม่ได้” 🤣 🚪 พอไปฝึกงานจริงที่โรงงานผ...

โรมิโอจูจุ๊บลูเลียต💋 เกี่ยวอะไรกับมะเร็ง

โรมิโอจูจุ๊บลูเลียต  💋  เกี่ยวอะไรกับมะเร็ง   ปกวารสาร Cancer Cell ฉบับนี้ นึกว่านิยายรักกกกก มันคือฉากอมตะที่ระเบียง ซึ่งโรมิโอกับจูเลียตจูบกันนนนน หวานตัดขา ตู้วหูวววว . แต่ๆ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับวารสารงานวิจัยมะเร็งอ่ะแก ปกนี้เลือกมาเพื่อจะสื่อถึงงานวิจัยชิ้นนึงในฉบับนี้ ชื่อ " Gene context drift identifies drug targets to mitigate cancer treatment resistance " มันว่าด้วยเรื่องบริบทของยีนที่เป็นตัวบอกทุกสิ่ง คืองานงานวิจัยตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เรามักจะดูยีนแค่ยีนเดียว แต่พักหลังงานเริ่มเปลี่ยนมาดูหลายๆยีนพร้อมกัน ซึ่งก็เหมือนบริบทโดยรวม ( gene context ) งานวิจัยนี้ก็เป็นเรื่องบริบทของชาวแก๊งค์ยีนนี่แหละที่มาเกี่ยวข้องกับการดื้อยาของมะเร็ง Gene'll never work(walk) alone! ซึ่งเค้าเลือกรูปฉากระเบียงนี้มาเพราะเป็นฉากอมตะ คือถ้าเปรียบเทียบกับนิยายไทย อาจจะแบบโกโบริกับอังศุมาลิน รักท่ามกลางสงครามไรงี้ 5555 หรือไรอีก ฉากใต้ถุน แม่นาคยื่นมือเก็บมะนาว คือเห็นแบบนึกออกเลยว่างั้น #NoCancer

R.I.P. ศ.ดร.เดวิด บัลติมอร์ ผู้ค้นพบเอนไซม์ Reverse Transcriptase

  R.I.P. ศ.ดร.เดวิด บัลติมอร์ เจ้าของรางวัลโนเบล 1975 จากการค้นพบเอนไซม์ Reverse Transcriptase (RT) ในปี 1970 ตอนอายุแค่ 37 ปี . เอนไซม์นี้ถูกบรรจุลงหนังสือเรียน ม.ปลาย ไป จนเราละเลยเรื่องการค้นพบเปลี่ยนโลกครั้งนี้ไปเลย . การค้นพบครั้งนี้ทำให้เป็นที่มาของการเข้าใจโรคสำคัญๆอย่าง HIV , มะเร็ง และเป็นที่มาของยาด้วย . ณ ตอนนั้น เรารู้จัก Central dogma คือ จาก DNA -> RNA -> Protein แต่ RT คือสิ่งสวนทางช่วยให้จาก RNA -> DNA เรียกว่าคว่ำกระดานเก่าเลย . การทดลองตอนนั้นคือ เค้ารู้กันแล้วว่าไวรัสมันฝังตัวเข้าไปบนพันธุกรรม(DNA) ของโฮสได้  แต่ยังไม่รู้ว่าที่ทำได้นี่ ทำเข้าอีท่าไหน การพิสูจน์ก็เลยมาเจอเอมไซม์ตัวนี้ . เรื่องโรค HIV คือโรคของไวรัสก็พอเข้าใจได้ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับมะเร็ง? . ถัดจากที่ Prof. บัลติมอร์ เจอเอนไซม์ตัวนี้ ก็เป็นยุครุ่งเรืองของยีนส์ก่อมะเร็งที่อยู่ในไวรัส ( viral oncogene ) คือไวรัสมันก่อมะเร็งได้ เช่น myc , src   โดยเอายีนส์พวกนี้มาปักใส่คนว่างั้น ปักปุ๊บฝังเข้าพันธุกรรมคนปั๊บ เป็นมะเร็งขึ้นมา . เพิ่งเข้าร่วมสัมนาที่ Prof. มาเป็น keynote เมื่อต้นปี ม...