Skip to main content

How to "DON'T DIE" ฉบับ Bryan Johnson - LONGEVITY ตอน 1 ว่าด้วยเรื่องอาหารการกิน

 

กินอย่างไรให้อายุยืดดดดดดดด
กินไปเรื่อย จะเลื่อนผ่านไม่ได้แล้ว!!!
.
มาดูวิธีกินตามแบบฉบับของ
เจ้าพ่อ Longevity แห่งซีรี่ย์ DON'T DIE กันเลยยย .
#สิ่งที่ Bryan Johnson ทำเพื่อชะลอวัย

มันคือโปรเจกต์ชื่อว่า Blueprint  ซึ่งประกอบด้วยยยยย
✅ การกินอาหาร
✅ ยาและอาหารเสริม
✅ การนอน
✅ การออกกำลังกาย
✅ เทคโนโลยีและการบำบัดขั้นสูง
.
วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องราวของตอนที่ 1 
คือเรื่องอาหารกันก่อนนะทุกคนการกิน (Diet & Nutrition)
.
Bryan Johnson เขาไม่ได้กินตามความอยาก
แต่กินตามที่ผลเลือดและอวัยวะต้องการ
อย่างจ๊าบบบบบ ปอดฉันต้องการอะไรกินแบบนั้น
ตับเอย ม้ามเอยขอให้บอก พี่ Bryan เขาจัดอาหารให้
.
1️⃣ Vegan 100%: 
เขากินพืชเป็นหลัก โดยจำกัดพลังงานที่ 1,977 แคลอรีต่อวัน
พลังงานระดับนี้จะน้อยกว่าคนทั่วไปประมาณ 15-20% เขาทำอย่างนี้เพื่อกระตุ้นระบบซ่อมแซมเซลล์
.
2️⃣ One Meal a Day (OMAD) แบบกลายๆ: 
Bryan กินอาหารมื้อสุดท้ายของวันตอน 11 โมงเช้า 
จากนั้นจะอดอาหาร (Fasting) ยาวไปจนถึงเช้าวันถัดไป เพื่อให้ร่างกายได้พักและซ่อมแซม 
.
3️⃣ เมนูประจำของ Bryan: คือ Super Veggie!!!! อันได้แก่ 
บรอกโคลี, ดอกกะหล่ำ, เห็ด, กระเทียม, ขิง เติมน้ำมันมะกอก (Olive Oil) เกรดพรีเมียม
.
4️⃣ Nutty Pudding: ส่วนผสมคือ
ถั่วแมคคาเดเมีย, วอลนัท, เมล็ดเจีย, ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ และผงโกโก้
เดี๋ยวเราไปหาสูตรมาทำบ้างดีกว่า จะกินได้มั้ยนะ 😆😆
.
5️⃣ น้ำดื่ม: ที่ไม่ใช่น้ำดื่มธรรมดา
มันคือ ดื่มน้ำผสม Longevity Mix (ที่มีสารอย่าง Creatine, Collagen Peptides) 
ที่สำคัญ Byran ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลยจ้าาาา ⛔⛔⛔
.
#อั่ยย่ะมาสรุปกัน 
Bryan สุดโต่งมากและใช้เงินเยอะมากกก (ปีละกว่า 2 ล้านเหรียญ)
คือเค้ารวยอะแก แต่เราก็ตามเค้าได้บางส่วนนะ 
โดยเฉพาะเรื่องอาหารและใดๆ งดกล้วยทอดก่อนเลยวันนี้ 555
.
โพสหน้าเรามาว่าด้วยเรื่อง How to DON'T DIE ฉบับ Bryan Johnson กันต่อ
กดติดตามไว้ได้เลยยย
มาอายุยืนแบบมีคุณภาพกัน 
ลุยยยยยย 
 
 

Comments

Popular posts from this blog

💊 โรงงานยามะเร็งไร้ขอบเขต 🏯✨

 💊 โรงงานยาไร้ขอบเขต 🏯✨  เภสัชก็ต้องเรียนออกแบบผัง… แต่ใช้ AutoCAD ไม่เป็นเหมือนกัน 555  การออกแบบผังโรงงานยาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โรงงานยาปกติก็ต้องวาง flow ให้ซับซ้อนเพื่อจัด โซนความสะอาด (cleanroom grade) ให้ถูกต้องอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็น ยาเคมีบำบัด (chemotherapy drugs) ความยากก็เพิ่มขึ้น เพราะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยผู้ทำงาน (worker safety) และการป้องกันสารอันตรายไม่ให้เล็ดลอด และถ้ายาเป็น ชีววัตถุ (biologics) อีกที? ต้องคิดเรื่อง ความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosafety) เข้าไปอีกชั้น ซับซ้อนจนเหมือนเดินอยู่ใน Infinity Castle — เข้าได้แต่หาทางออกไม่เจอ 😅 💡 ตอนเรียนปีนั้น แอดก็เคยต้องทำผังโรงงานยา เพื่อนบางคนได้โรงงานยาธรรมดา เช่น ยาพารา → ชิล ๆ 😌 แต่กลุ่มแอดดันได้โรงงานผลิต ยาเคมีบำบัด เพื่อนส่ายหัวกับหนังสือกองเต็มโต๊ะ 📚 มีเพื่อนสนิทได้ โรงงานผลิต วัคซีน → เจอทั้งแบบแปลน (design) + กฎหมายข้อบังคับ (regulations) เยอะมาก จำได้ว่าโรงงานที่เพื่อนวาด ถูกทุกกฎ จนอาจารย์คอมเมนต์แค่ว่า “เข้าได้ แต่เหมือนเขาวงกต ออกไม่ได้” 🤣 🚪 พอไปฝึกงานจริงที่โรงงานผ...

โรมิโอจูจุ๊บลูเลียต💋 เกี่ยวอะไรกับมะเร็ง

โรมิโอจูจุ๊บลูเลียต  💋  เกี่ยวอะไรกับมะเร็ง   ปกวารสาร Cancer Cell ฉบับนี้ นึกว่านิยายรักกกกก มันคือฉากอมตะที่ระเบียง ซึ่งโรมิโอกับจูเลียตจูบกันนนนน หวานตัดขา ตู้วหูวววว . แต่ๆ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับวารสารงานวิจัยมะเร็งอ่ะแก ปกนี้เลือกมาเพื่อจะสื่อถึงงานวิจัยชิ้นนึงในฉบับนี้ ชื่อ " Gene context drift identifies drug targets to mitigate cancer treatment resistance " มันว่าด้วยเรื่องบริบทของยีนที่เป็นตัวบอกทุกสิ่ง คืองานงานวิจัยตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เรามักจะดูยีนแค่ยีนเดียว แต่พักหลังงานเริ่มเปลี่ยนมาดูหลายๆยีนพร้อมกัน ซึ่งก็เหมือนบริบทโดยรวม ( gene context ) งานวิจัยนี้ก็เป็นเรื่องบริบทของชาวแก๊งค์ยีนนี่แหละที่มาเกี่ยวข้องกับการดื้อยาของมะเร็ง Gene'll never work(walk) alone! ซึ่งเค้าเลือกรูปฉากระเบียงนี้มาเพราะเป็นฉากอมตะ คือถ้าเปรียบเทียบกับนิยายไทย อาจจะแบบโกโบริกับอังศุมาลิน รักท่ามกลางสงครามไรงี้ 5555 หรือไรอีก ฉากใต้ถุน แม่นาคยื่นมือเก็บมะนาว คือเห็นแบบนึกออกเลยว่างั้น #NoCancer

R.I.P. ศ.ดร.เดวิด บัลติมอร์ ผู้ค้นพบเอนไซม์ Reverse Transcriptase

  R.I.P. ศ.ดร.เดวิด บัลติมอร์ เจ้าของรางวัลโนเบล 1975 จากการค้นพบเอนไซม์ Reverse Transcriptase (RT) ในปี 1970 ตอนอายุแค่ 37 ปี . เอนไซม์นี้ถูกบรรจุลงหนังสือเรียน ม.ปลาย ไป จนเราละเลยเรื่องการค้นพบเปลี่ยนโลกครั้งนี้ไปเลย . การค้นพบครั้งนี้ทำให้เป็นที่มาของการเข้าใจโรคสำคัญๆอย่าง HIV , มะเร็ง และเป็นที่มาของยาด้วย . ณ ตอนนั้น เรารู้จัก Central dogma คือ จาก DNA -> RNA -> Protein แต่ RT คือสิ่งสวนทางช่วยให้จาก RNA -> DNA เรียกว่าคว่ำกระดานเก่าเลย . การทดลองตอนนั้นคือ เค้ารู้กันแล้วว่าไวรัสมันฝังตัวเข้าไปบนพันธุกรรม(DNA) ของโฮสได้  แต่ยังไม่รู้ว่าที่ทำได้นี่ ทำเข้าอีท่าไหน การพิสูจน์ก็เลยมาเจอเอมไซม์ตัวนี้ . เรื่องโรค HIV คือโรคของไวรัสก็พอเข้าใจได้ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับมะเร็ง? . ถัดจากที่ Prof. บัลติมอร์ เจอเอนไซม์ตัวนี้ ก็เป็นยุครุ่งเรืองของยีนส์ก่อมะเร็งที่อยู่ในไวรัส ( viral oncogene ) คือไวรัสมันก่อมะเร็งได้ เช่น myc , src   โดยเอายีนส์พวกนี้มาปักใส่คนว่างั้น ปักปุ๊บฝังเข้าพันธุกรรมคนปั๊บ เป็นมะเร็งขึ้นมา . เพิ่งเข้าร่วมสัมนาที่ Prof. มาเป็น keynote เมื่อต้นปี ม...