Skip to main content

Nutty Pudding คืออะไร ทำไมเป็น Functional Food ชะลอวัย

 
Nutty Pudding คืออะไร ทำไมเป็น Functional Food ชะลอวัย 
Nutty Pudding คือส่วนผสมของถั่วแมคคาเดเมีย, วอลนัท, เมล็ดเจีย, ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ และผงโกโก้ ซึ่งเป็นเมนูเจ้าประจำของ Bryan Johnson
.
วันนี้เราจะมาหาสุตรทำอันนี้กินกัน ดูน่าจะทำง่ายแฮะ
แต่ๆ เราจะมาพร้อมความรู้เรื่องอาหารกันด้วยยย
.
#อั่ยย่ะ ผักหญ้า ถั่วและความคลีนล้วนๆ 🍓🍎🍥
แล้วทำไมมันถึงเป็น อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) 
.
🍓Functional Food คือ อาหารที่มีเด็ดกว่าอาหารพื้นฐาน (อาหารพื้นฐานคือได้ โปรตีน, ไขมัน, คาร์โบไฮเดรต) แต่อันนี้มีส่วนประกอบของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Bioactive compounds) ด้วย ประโยชน์ล้วนๆ

อาหารฟังก์ชันแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่
  1. 🍓อาหารตามธรรมชาติ (Conventional Foods): เป็นอาหารที่ไม่ผ่านการดัดแปลง เช่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่, ปลาทะเลน้ำลึก, ถั่วและธัญพืช,มะเขือเทศ
  2. 🍥 อาหารที่ผ่านการดัดแปลง (Modified Foods): เป็นอาหารที่นักวิทยาศาสตร์การอาหาร "เพิ่ม" สารที่มีประโยชน์ลงไป เช่น นมเสริมแคลเซียมและวิตามินดี, โยเกิร์ตผสมโพรไบโอติกส์ (Probiotics), ข้าวหอมมะลิเสริมธาตุเหล็ก 
    อันนี้คือของดีนะทุกคนนน ไม่ใช่ Ultra Processed Food 

💥🍓🍎🍥🍓🍣 
เมนู Nutty Pudding เป็นหนึ่งในอาหารหลักในโปรโตคอล Blueprint ของ Bryan Johnson ซึ่งเขาเคลมว่าเป็นมื้อที่ช่วยเรื่องการชะลอวัย (Anti-aging) โดยเน้นสารต้านอนุมูลอิสระ ไขมันดี และไฟเบอร์ 
#อั่ยย่ะ ไปดูสุตรกันเลยยยยยยยยยยย 
.
🍎ส่วนประกอบหลัก (สำหรับปั่น)
  • นมอัลมอนด์ หรือ นมแมคคาเดเมีย: 50–100 มล. (ปรับตามความข้นที่ชอบ)
  • น้ำทับทิม: 60 มล.
  • เบอร์รี่รวม (สตรอว์เบอร์รี, บลูเบอร์รี่, ราสเบอร์รี่): 1/2 ถ้วย (แบ่งครึ่งหนึ่งไว้โรยหน้า)
  • เชอร์รี่: 3 ลูก
  • ถั่วแมคคาเดเมีย (บด): 3 ช้อนโต๊ะ
  • วอลนัท (บด): 2 ช้อนชา
  • เมล็ดแฟลกซ์ (Ground Flaxseed): 1 ช้อนชา
  • เมล็ดเจีย (Chia Seeds): 2 ช้อนโต๊ะ
  • ถั่วบราซิล (Brazil Nut): 1/4 เม็ด (เพื่อให้ได้เซเลเนียมในปริมาณที่พอเหมาะ)
  • ผงโกโก้ (Cocoa Flavanols): 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซันฟลาวเวอร์ เลซิติน (Sunflower Lecithin): 1 ช้อนชา
  • อบเชยซีลอน (Ceylon Cinnamon): 1/2 ช้อนชา
🍎ส่วนประกอบเพิ่มเติม (Optional)
  • โปรตีนจากพืช (Pea Protein): 30–60 กรัม
  • คอลลาเจนเปปไทด์ (Collagen Peptides): 12.5 กรัม
  • น้ำมันมะกอก (Extra Virgin Olive Oil): 1 ช้อนโต๊ะ (Bryan มักจะกินแยกหรือผสมลงไป)

🍀วิธีการทำ
  1. เตรียมส่วนผสม: ใส่ส่วนผสมของเหลว (นม, น้ำทับทิม) ลงในเครื่องปั่นก่อน
  2. ใส่ของแห้ง: ตามด้วยถั่วต่างๆ เมล็ดพืช และผงสมุนไพร/อาหารเสริม
  3. ปั่น: ใส่เบอร์รี่ครึ่งหนึ่งและเชอร์รี่ลงไป ปั่นด้วยความเร็วสูงประมาณ 2 นาทีจนเนื้อเนียนเป็นเนื้อพุดดิ้ง (จะมีความฟูเล็กน้อย)
  4. จัดเสิร์ฟ: เทใส่ชาม จากนั้นโรยหน้าด้วยเบอร์รี่ส่วนที่เหลือ และเมล็ดเจีย (หากยังไม่ได้ปั่นรวมไป) รวมถึงโปรตีนผงถ้าต้องการ

🍁 เคล็ดลับเพิ่มเติมจาก Bryan Johnson มักจะกินเมนูนี้เป็นมื้อที่สองของวัน หลังมื้อ Super Veggie นั่นเอง
 

Comments

Popular posts from this blog

💊 โรงงานยามะเร็งไร้ขอบเขต 🏯✨

 💊 โรงงานยาไร้ขอบเขต 🏯✨  เภสัชก็ต้องเรียนออกแบบผัง… แต่ใช้ AutoCAD ไม่เป็นเหมือนกัน 555  การออกแบบผังโรงงานยาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โรงงานยาปกติก็ต้องวาง flow ให้ซับซ้อนเพื่อจัด โซนความสะอาด (cleanroom grade) ให้ถูกต้องอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็น ยาเคมีบำบัด (chemotherapy drugs) ความยากก็เพิ่มขึ้น เพราะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยผู้ทำงาน (worker safety) และการป้องกันสารอันตรายไม่ให้เล็ดลอด และถ้ายาเป็น ชีววัตถุ (biologics) อีกที? ต้องคิดเรื่อง ความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosafety) เข้าไปอีกชั้น ซับซ้อนจนเหมือนเดินอยู่ใน Infinity Castle — เข้าได้แต่หาทางออกไม่เจอ 😅 💡 ตอนเรียนปีนั้น แอดก็เคยต้องทำผังโรงงานยา เพื่อนบางคนได้โรงงานยาธรรมดา เช่น ยาพารา → ชิล ๆ 😌 แต่กลุ่มแอดดันได้โรงงานผลิต ยาเคมีบำบัด เพื่อนส่ายหัวกับหนังสือกองเต็มโต๊ะ 📚 มีเพื่อนสนิทได้ โรงงานผลิต วัคซีน → เจอทั้งแบบแปลน (design) + กฎหมายข้อบังคับ (regulations) เยอะมาก จำได้ว่าโรงงานที่เพื่อนวาด ถูกทุกกฎ จนอาจารย์คอมเมนต์แค่ว่า “เข้าได้ แต่เหมือนเขาวงกต ออกไม่ได้” 🤣 🚪 พอไปฝึกงานจริงที่โรงงานผ...

R.I.P. ศ.ดร.เดวิด บัลติมอร์ ผู้ค้นพบเอนไซม์ Reverse Transcriptase

  R.I.P. ศ.ดร.เดวิด บัลติมอร์ เจ้าของรางวัลโนเบล 1975 จากการค้นพบเอนไซม์ Reverse Transcriptase (RT) ในปี 1970 ตอนอายุแค่ 37 ปี . เอนไซม์นี้ถูกบรรจุลงหนังสือเรียน ม.ปลาย ไป จนเราละเลยเรื่องการค้นพบเปลี่ยนโลกครั้งนี้ไปเลย . การค้นพบครั้งนี้ทำให้เป็นที่มาของการเข้าใจโรคสำคัญๆอย่าง HIV , มะเร็ง และเป็นที่มาของยาด้วย . ณ ตอนนั้น เรารู้จัก Central dogma คือ จาก DNA -> RNA -> Protein แต่ RT คือสิ่งสวนทางช่วยให้จาก RNA -> DNA เรียกว่าคว่ำกระดานเก่าเลย . การทดลองตอนนั้นคือ เค้ารู้กันแล้วว่าไวรัสมันฝังตัวเข้าไปบนพันธุกรรม(DNA) ของโฮสได้  แต่ยังไม่รู้ว่าที่ทำได้นี่ ทำเข้าอีท่าไหน การพิสูจน์ก็เลยมาเจอเอมไซม์ตัวนี้ . เรื่องโรค HIV คือโรคของไวรัสก็พอเข้าใจได้ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับมะเร็ง? . ถัดจากที่ Prof. บัลติมอร์ เจอเอนไซม์ตัวนี้ ก็เป็นยุครุ่งเรืองของยีนส์ก่อมะเร็งที่อยู่ในไวรัส ( viral oncogene ) คือไวรัสมันก่อมะเร็งได้ เช่น myc , src   โดยเอายีนส์พวกนี้มาปักใส่คนว่างั้น ปักปุ๊บฝังเข้าพันธุกรรมคนปั๊บ เป็นมะเร็งขึ้นมา . เพิ่งเข้าร่วมสัมนาที่ Prof. มาเป็น keynote เมื่อต้นปี ม...

โรมิโอจูจุ๊บลูเลียต💋 เกี่ยวอะไรกับมะเร็ง

โรมิโอจูจุ๊บลูเลียต  💋  เกี่ยวอะไรกับมะเร็ง   ปกวารสาร Cancer Cell ฉบับนี้ นึกว่านิยายรักกกกก มันคือฉากอมตะที่ระเบียง ซึ่งโรมิโอกับจูเลียตจูบกันนนนน หวานตัดขา ตู้วหูวววว . แต่ๆ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับวารสารงานวิจัยมะเร็งอ่ะแก ปกนี้เลือกมาเพื่อจะสื่อถึงงานวิจัยชิ้นนึงในฉบับนี้ ชื่อ " Gene context drift identifies drug targets to mitigate cancer treatment resistance " มันว่าด้วยเรื่องบริบทของยีนที่เป็นตัวบอกทุกสิ่ง คืองานงานวิจัยตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เรามักจะดูยีนแค่ยีนเดียว แต่พักหลังงานเริ่มเปลี่ยนมาดูหลายๆยีนพร้อมกัน ซึ่งก็เหมือนบริบทโดยรวม ( gene context ) งานวิจัยนี้ก็เป็นเรื่องบริบทของชาวแก๊งค์ยีนนี่แหละที่มาเกี่ยวข้องกับการดื้อยาของมะเร็ง Gene'll never work(walk) alone! ซึ่งเค้าเลือกรูปฉากระเบียงนี้มาเพราะเป็นฉากอมตะ คือถ้าเปรียบเทียบกับนิยายไทย อาจจะแบบโกโบริกับอังศุมาลิน รักท่ามกลางสงครามไรงี้ 5555 หรือไรอีก ฉากใต้ถุน แม่นาคยื่นมือเก็บมะนาว คือเห็นแบบนึกออกเลยว่างั้น #NoCancer